รีวิวทริปเที่ยวเกาหลีใต้ กรุงโซล ซอรัคซาน เกาะนามิ ด้วยตนเอง

รีวิวทริปเที่ยวเกาหลีใต้ กรุงโซล ซอรัคซาน เกาะนามิ ด้วยตนเอง
South Korea Trip Review, Seoul Soraksan Sokcho Nami Island

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เตรียมพร้อมก่อนเดินทางสู่เกาหลี

สวัสดีครับ 안녕하세요 อันฮยองฮาเซโย สวัสดีกันเป็นภาษาเกาหลีนะครับ  เจอกันอีกแล้ว บล็อกนี้ หลวงไข่ไปเที่ยวเกาหลีมาครับ ไปกับเพื่อนๆ น้องๆ หลานๆ รวม 9 ชีวิตครับ เดินทางตั้งแต่ วันที่ 2 พฤษภาคม - วันที่ 9 พฤษภาคม 2556 นะครับ เป็นช่วงหน้าร้อนที่เกาหลี อากาศกลางวันจะร้อนนิดๆไม่้ร้อนมาก แต่วันที่ไปเอเวอร์แลนด์ ร้อนมากๆครับไม่ต่างกับอยู่ประเทศไทยเลย ส่วนตอนเช้าๆ แล้วก็ค่ำๆ กลางคืนหนาวนิดๆ แต่ก็ชอบครับ ไม่อยากไปหน้าหนาว กลัวทนความหนาวเย็นไม่ได้ครับ อิๆ




ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมไม่ใช่คนบ้าดาราเกาหลี ไม่รู้จักดาราเกาหลีเลย ไม่ชอบอะไรที่เป็นเกาหลีเป็นพิเศษ แต่ที่ไปเที่ยวเกาหลี คือต้องการสัมผัสวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ผู้คน อาหารการกินนะครับ ไปมาแล้วก็ชอบมากครับ ชอบประเทศนี้ครับ สะอาดมาก ห้องน้ำสาธารณะสะอาดทุกที่แบบว่าแทบจะนอนได้เลย อาหารการกินถึงแม้ไม่ถูกปากผมเท่าไหร่แต่ก็กินได้ครับ ประเทศเกาหลีมีการจัดการบริหารบ้านเมืองที่ทันสมัย ระบบการคมนาคมขนส่งที่ตรงเวลามาก  มีรถไฟฟ้าใต้ดินหลายสาย ครอบคลุมทั่วเมืองหลวงและเมืองรอบนอก ทุกอย่างที่สัมผัสด้วยตัวเองมา ลงตัว สะดวกสบาย ผู้คนเป็นมิตร คุยอังกฤษก็ได้เยอะแบบผิดคาด ถามทางได้หมดครับ เพราะฉะนั้นเราสามารถเที่ยวประเทศนี้ได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดายครับ

ส่วนเรื่องของด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม.ที่ใครต่อใคร รวมทั้งพวกกระผมต่างก็หวาดกลัวเป็นกังวลกัน หนักหนาก่อนเดินทางก็ไม่เห็นมีปัญหาครับ ไม่ถามอะไรเลยซักคำ แสตมป์เข้าประเทศอย่างเดียวเลยครับ แต่ตอนเข้าคิวรอก็ใจเต้นเหมือนกันครับ กลัวโดนส่งตัวกลับ เลยให้เด็กๆ ลองเข้าไปก่อน เผื่อมีปัญหาอะไร เราจะได้คอยช่วยเหลือ แต่พอเด็กๆ ผ่านไปได้ ก็รอลุ้นระทึกกับผู้ใหญ่ ทุกคนก็ผ่านไปได้อย่างง่ายดายแทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันครับ


โดยทริปนี้ พวกผมเดินทางด้วยแอร์เอเชียเช่นเดิมครับ แต่ต้องไปต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ด้วยอานิสงค์ที่แอร์เอเชียบินจากสุราษฎร์ธานี ไปกัวลาลัมเปอร์แล้ว เราเลย ได้นั่งเครื่องจากสุราษฎร์ธานีไปกัวลาลัมเปอร์ ไม่ต้องไปต่อเครื่องที่กทม.ให้เสียเวลา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องนอนกัวลาลัมเปอร์ 1 คืน ก่อนเดินทางไปเกาหลีวันรุ่งขึ้นครับ รูปข้างบนนี้ เป็นราคาตั๋วโดยประมาณ ถ้าเราได้ช่วงโปรโมชั่น ไปกลับกัวลาลัมเปอร์ - อินชอน จะอยู่ที่ประมาณ 752 ริงกิต หรือประมาณ 7520 บาท ตกเที่ยวละ ประมาณ 3760 บาท ซึ่งถือว่าได้ราคาถูกมากครับ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องหาตั๋วไปกัวลาลัมเปอร์ด้วยนะครับ ราคาตั๋วรวมๆน่าจะตกอยู่ที่ประมาณ คนละ 13000 บาทเบ็ดเสร็จนะครับถ้าได้ตั๋วช่วงโปรจริงๆ ส่วนโรงแรมก็จองกับอโกด้าเลยครับ ที่โซลผมพักที่ Namsan Guest House ได้อยู่ Namsan Guest House1 เดินไกลสุด แต่จะอยู่ใกล้ทางขึ้นกระเช้าไปโซลทาวเวอร์ที่สุดครับ ( นัมซานเกสเฮาส์เขามี 3 ที่ครับ แต่อยู่บริเวณละแวกเดียวกันทั้งหมดครับ)
ทริปนี้หลวงไข่ต้องศึกษาเส้นทางจากเว็ปที่คนเขาเคยไปกันมาแล้วรีวิวให้เราได้อ่าน รวมทั้งต้องอ่านหนังสือหาข้อมูลประกอบด้วย โดยมีการวางแผนคร่าวๆ ไว้ดังรายละเอียดด้านล่างครับ บางที่ก็ไม่ได้ไปครบตามที่ตั้งใจไว้ครับ เพราะมีทั้งเด็กและคนชรานะครับ ทริปนี้ เลยได้ไปเฉพาะที่ๆ เขาไปกันแบบสำคัญๆ ครับ อันปลีกย่อยไปไม่ทันจริงๆ

ITINERARY (ที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไป แต่ไปได้ไม่ครบทุกที่)
Thursday 2nd May 2013 เดินทางจากเกาะสมุยสู่สนามบินสุราษฏร์ธานี เพื่อขึ้นเครื่องแอร์เอเซีย เที่ยวบิน AK1861 11:35 – 14:10 สุราษฎร์ธานี LCCT กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นั่งรถบัสจากสนามบินเข้าตัวเมือง KL Sentral หาของกิน แล้วนั่งรถไฟฟ้า Monorail ไปโรงแรมแอปเปิ้ล ย่านบูกิตบินตัง ชมตึกเปโตรนาส หาอาหารกินแถวโรงแรม


Friday 3rd May 2013 เวลา 5:00 a.m. เดินทางจากโรงแรมไป KL Sentral นั่งรถบัสกลับมาสนามบิน LCCT กัวลาลัมเปอร์ เพื่อขึ้นเครื่อง D7504 09:00 – 16:20 กัวลาลัมเปอร์ ICN (Incheon ) สาธารณรัฐเกาหลีใต้ เมื่อถึงสนามบิน จะต้อง ซื้อบัตร T Money ราคา ใบละ 3,000 วอน (เติมเงินได้ตั้งแต่ 1,000 – 500,000 วอน รีฟันเงินคืนที่เหลือได้ตอนกลับบ้าน) ใช้เพื่อนั่งรถไฟ Airport Express (AREX ) จากสนามบินอินชอนไปลงสถานี  Seoul Station (A 10) ใช้เวลาประมาณ 40 นาที เปลี่ยนขบวนรถมาเป็นสาย 4 (สีฟ้า) สถานี Seoul Station (426) ไปยังสถานี Myeongdong (424)]ลงสถานีนี้ เดินออกประตู 3 เดินเข้ามาทางถนน Toegye-ro 18 gil (퇴계로18길) ประมาณ 200 เมตร ถึง Namsan Guesthouse (Tel : +8227526363)เช็คอินพักผ่านอาบน้ำตามอัธยาศัย หลังจากนั้นก็ออกเดินเที่ยว วันแรกจะพาไปหาของกินที่ Itaewon ขึ้นรถไฟสายสีฟ้าสถานีเมียงดง (424) ไปสถานี Samgak Ji (428) ต่อสายสีเหลืองน้ำตาลสาย 6 สถานี Samgak Ji(628)ไปลงสถานี Itaewon (630) ออกประตูไหนก็ได้ มีแหล่งช็อป กิน เพียบ (ที่สถานี Samgak Ji ทางออก 12 สามารถชมอนุสรณ์สถานสงคราม (ชมฟรี) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีแสดงหัวรบ เรือรบ เครื่งบินรบ อลังการมาก ถ้ามีเวลา เปิด 9:00 -18:00 ปิดวันจันทร์)ต่อมาก็ไป สะพาน พันโพ ชมน้ำพุสายรุ้งมีการแสดงน้ำพุเม.ย.- มิ.ย. จันทร์-ศุกร์เวลา12:00, 20:00, 21:00 จาก Itaewon สถานี 630 สีเหลืองน้ำตาล ไปลงสถานี Yaksu 633 เปลี่ยนขบวนเป็นสาย3 สีส้ม (333) ไปลงสถานี Express Bus Terminal (339) ทางออก 8-1 สวยมาก ชมน้ำพุเสร็จก็กลับโรงแรมขึ้นรถไฟฟ้าสายสีส้มสาย 3 (339) ไปยังสถานี Chungmuro (331)เปลี่ยนขบวนเป็นสาย 4 สีฟ้า 423 ไปลง 424 ที่สถานีเมียงดง เดินกลับโรงแรม Namsan Guesthouse นอนหลับฝันดี


Saturday 4th May 2013 เวลา 8:00 a.m. ตื่นนอน ทำธุระส่วนตัว กินอาหารเช้าแล้วก็ออกเดินทางเที่ยวพระราชวัง นั่งรถไฟฟ้า สถานี Myeongdong 424 ไป Chungmuro 423 ต่อสายสีส้ม สถานี Chungmuro 331 นั่งไปลงสถานี Gyeongbokgung (327) ออกประตู 5 ผ่านประตู กวงฮวามุน (Gwanghwamun Gate) ต้องไปให้ทันรอบการแสดงการเปลี่ยนเวรยามของทหารราชองค์รักษ์เวลา 10:30 , 13:30 , 15:30 ใช้เวลาแสดงประมาณ 30 นาที แล้วเดินเข้าไปข้างในพระราชวังเคียงบก ชมพระที่นั่งคึนชองจอน เดินผ่านหมู่อาคารทะลุกำแพงออกไปซ้ายมือจะเห็นพระตำหนักเคียงเฮรู ตั้งอยู่กลางสระน้ำ เดินต่อไปเรื่อยๆจะเจอพระตำหนักหกเหลี่ยนมกลางน้ำชื่อฮานวอนจอง / ต่อมาก็เดินไปชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลีตั้งอยู่ด้านตะวันออกของพระราชวังคียงบกเป็นอาคารคล้ายเจดีย์เหลี่ยมหลังคา 5 ชั้น ลานด่นนอกมีรูปสลักหิน ทอลฮารุบัง จากเกาะเชจู ให้ถ่ายรูป (ค่าเข้าชมพระราชวังเคียงบก + พิพิธภัณฑ์ 3000 วอน เด็ก 1500 วอน ปิดวันอังคาร) เปิดระหว่าง 9:00 – 18:00 / หลังจากนั้นจะเดินไปตามถนนหน้าพระราชวังเคียงบก เลี้ยวเข้าถนนUjeongguk-ro ไปเที่ยววัดโชเกชา (Jogyesa : 조 계 사) ตระการตาด้วยโคมสีนับพัน กราบพระศากยมุนี พระอมิตาภพุทธะ และพระไภษัชยคุรุพระพุทธเจ้าสามองค์เด่นตระหง่านในโบสถ์แดอุงจอน  หลังจากนั้นเดินทะลุเข้าไปในซอย Insadong 11 gil ทะลุไปถนนคนเดินอินซาดง (วันเสาร์ อาทิตย์จะปิดถนนเป็นถนนคนเดิน) มีของขายมากมายให้เลือกชม หาของกินเป็นมื้อเที่ยง (ร้าน Insadong G: Jip มีเมนูBeoseod Bulgogi เนื้อย่างผัดเห็ดเข็มทอง กินกับข้าว น่าจะอร่อย หรือ Gochujang Jeyuk Bulgogi คือหมูย่างผัดซอสพริกเหมาะสำหรับคนทานเผ็ดราคา 7000 วอน)  หลังจากนั้นเดินลงมาด้านล่างสุดถนนอินซาดงก็จะผ่านสวนทับกล  เดินเลี้ยวขวาเข้าถนน Jong ro ผ่านอาคาร    Jongno Tower  ตรงข้ามมรีหอระฆังโพชินกัก (Bosingak : 보 신 각) เป็นหอระฆังบอกเวลาเปิดปิดประตูเมืองสมัยราชวงศ์โชซอน เดินไปเรื่อยๆตามถนน Jong ro จนสุดทางจะเจออนุสาวรีย์แม่ทัพอีชุนชิน ขุนพลที่นำทัพเกาหลีต่อสู้กับญี่ปุ่น ในบริเวณเดียวกันมีอนุสาวรีย์กษัตริย์เซจงมหาราชผู้ประดิษฐ์อักษรเกาหลีในปี 1440 ด้านหลังอนุสาวรีย์พระเจ้าเซจงสามรถกดลิฟล์ลงไปชมพิพิธภัณฑ์พระเจ้าเซจงฟรี เปิด 10:30 – 22:30 ปิดวันจันทร์  เดินย้อนกลับมาด้านใต้เจอปฎิมากรรมหอยหลอดสีม่วงต้นคลองชองเกชอน ที่ Cheonggye Plaza มีบ่อ wishing well โยนเหรียญให้ลงไปในบ่อจะต้องเดินไปชม Gwanggyo Gallery และกำแพงเซรามิคยาว 30 เมตร (wall painting Banchado) ให้เดินไปถึง Ogansugyo Bridge ที่มี Wall of Culture (จะไม่เดินตลอดก็ได้นะ ระยะทาง 2.7 Kms.) หลังจากนั้นหาสถานีรถไฟฟ้าสายสีส้มลงสถานี 321 Chungmuro  เพื่อไป หมู่บ้านโบราณนัมซานกล (Namsangol Hanok Village : 남 산 골 한 옥 마 을 ) ชมสวนโบราณ วัฒนธรรมท้องถิ่น มีไกด์ (ฟรี) รอบ 10:30, 12:00 , 14:00, 15:30 สวมชุดฮันบกถ่ายรูป (อันนี้น่าจะต้องเช่าชุดเอง)  มีทุกวันยกเว้นวันอังคาร ไปลงสถานีChungmuro ออกประตู 3 หรือ 4 / หลังจากนั้นจะไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ภาพลวงตาหรือ trick eye museum นั่งรถไฟสายสีเขียว   ไปลงสถานี 239 คือสถานี Hongik University ออกประตู 9 เดินขึ้นมาจากสถานีแล้วเดินต่อไปอีก 100 เมตรจะถึงทางแยก ก่อนถึงทางแยกจะผ่าน City Bank ถึงทางแยกให้เดินตรงไป ข้ามถนนแล้วเลี้ยวซ้ายเดินอีก 80 เมตร เห็นร้านกาแฟสตาร์บั๊กอยู่ซ้ายมือ เดินไปอีกนิดเจอซอยหน้าซอยมีร้านสีชมพูชื่อ Holika เดินเลี้ยวขวาเข้าซอย 30 เมตร เจอ Trick Eye museum ด้านขวามือ เปิด 10:00 – 22:00 ค่าเข้า 13,000 วอน เด็กต่ำกว่า 18 ปี 11000 วอน แล้วก็กลับโรงแรม ก่อนกลับหาของกินมื้อค่ำที่ตลาดเมียงดง


Sunday 5th May  2013 วันนี้ต้องตื่นแต่เช้าห้ามเลท เพื่อจะไปเมืองซกโช และอุทยานแห่งชาติซอรัคซาน
เดินทางจากโรงแรมด้วยรถไฟฟ้า สถานีเมียงดง (424) ไปยังสถานี Dongdaemun History & Culture Park (422) เปลี่ยนขบวนเป็นสายสีเขียว (205) นั่งไปสถานี Gangbyeong (214) ออกประตู 4 เดินข้ามถนนมาจะพบท่ารถ Dong Seoul Bus Terminal  รถออกทุกๆ 30 นาที 6:25 – 23:00 Hrs ใช้เวลาเดินทาง  3.10 ชั่วโมง ค่ารถ 23400 วอน  ถึงสถานี Sokcho Intercity Bus Terminal. เที่ยวชมเมืองซกโช ชม หาดซกโช เดินไป 1 กิโล เจอหมู่บ้านอาบาอี (abai village) ถ่ายทำ Autumn in my heart สามารถข้ามแพ 400 วอน ไปอีกฝั่งทะเลสาบ เดินเที่ยว ตลาดปลาทงเบียง, ประภาคารชมวิว , ศาลายองกึมจอง หรือหาของกิน แล้วก็เข้าอุทยาน ด้วยรถเมล์ สาย 7 หรือ 7-1 จาก Sokcho Intercity Bus Terminal 30 นาที 1100 วอน ค่าเข้าอุทยาน 2700 วอน ค่ากระเช้า 8500 วอน  ปิด 16:30 อุทยานปิด 18:00 พักที่ Soraksan Resotel +82 336377007


Monday 6th May  2013 จากซอรัคซาน จะไปเที่ยวเกาะนามิ หมู่บ้านฝรั่งเศส และสวนพฤกษศาสตร์ Morning Calm เดินทางออกจากโรงแรม Soraksan Resotel ประมาณ 6 โมงเช้า รถออกเที่ยวแรก 6:30 (มั้ง)จากนั้น นั่งรถ จาก Soraksan Resotel นั่งรถบัสสาย 7 เข้าในเมือง ต่อรถไปยังเมืองชุนชอน (춘천) รถวิ่งสองชั่วโมงถึงชุนชอน รถจอดที่ Chuncheon Bus Terminal จากจุดลงรถให้เดินเข้าไปในตัวอาคาร ตรงไปเรื่อยๆ จะเจอช่องขายตั๋วอยู่ด้านขวามือซื้อตั๋วต่อไปที่ Gapyeong bus terminal [กา-พยอง bus station] รู้สึกว่ารถจะออกค่อนข้างถี่ ประมาณว่า 5-10 นาทีคัน จำราคาตั๋วไม่ได้แล้วน่าจะราวๆ 2,500 วอนในตั๋วใบใหม่นี้จะไม่มีระบุที่นั่งไว้ อยากนั่งตรงไหนก็เอาเลย ก่อนขึ้นรถย้ำคนขับไว้หน่อยก็ดีว่า Gapyeong bus station  จากนั้นใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเราก็จะถึงที่ Gapyeong bus station แล้วหาที่ขึ้นรถ Gapyeong Circle tour bus (ออกเวลา 9:10, 10:10, 11:10, 13:10, 14:10, 15:10, 17:10, 18:30 ราคา 5000 Kw เด็ก 3000 Kw ขึ้นลงกี่ครั้งก็ได้ใน 1 วัน) นั่งไป 10 นาทีถึงท่าเรือไปเกานามิ Gapyeong Naru นั่งเรือ 20 นาที ค่าเข้า + เรือไปกลับ 8000 Kw เด็ก 4000 Kw เดินเล่น ถ่ายรูปบนเกาะ เช่าจักรยานถีบ  (5000 Kw / Hr) สาแก่ใจแล้วก็กลับไปขึ้นเรือเหมือนเดิม กลับไปท่าเรือ ไปขึ้นรถ Gapyeong Circle Tour Bus เดินทางไปยัง หมู่บ้านฝรั่งเศส ใช้เวลา 25 นาที ชมหมู่บ้านฝรั่งเศส แวะถ่ายรูป มีร้านค้า ร้านอาหารฝรั่งเศส ตั๋ว 8000 Kw เด็ก 5000 Kw สาแก่ใจแล้วก็นั่งรถ Gapyeong Circle Tour Bus ต่อไปยัง สวนพฤกษศาสตร์ มอร์นิ่งคาล์ม (아짐고요수목원) ค่าเข้า 8000 Kw เด็ก 4000 Kw ถ่ายรูปสวน สวยมากๆ พื้นที่ 19 ไร่  สาแก่ใจแล้วก็กลับ ไปขึ้นรถ Gapyeong Circle Tour Bus ไปสถานีรถไฟ Cheongpyeong สถานี  P132 กลับทางเดิม ไปลงสถานี Sangbong ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายของรถขบวนนี้ แล้วเปลี่ยนสายต่อไปยัง K117 แล้วไปลงที่สถานี Cheongnyangni ต่อสายสีน้ำเงิน ไปลงทงแดมุน (128) ช็อปปิ้งให้หนำใจ มีแผงลอยขายอาหารเพียบ กินให้พุงกางไปเลย แล้วก็กลับโรงแรม ต่อสายสีฟ้า จาก 128(421) ไป 424 เมียงดง


Tuesday 7th May 2013   วันนี้จะเที่ยวเอเวอร์แลนด์กันจ๊ะ แต่จพาไปนั่งเรือชมดอกซากุระที่ยออิโดแล้วก็ล่องแม่น้ำฮันก่อน  จากสถานีเมียงดง (424) นั่งไปสถานี Seoul Station (426) ต่อสาย G(A01) ไปลงสถานี Gondeok (A02) เปลี่ยนขบวนเป็นสายสีม่วง(529) ไปลงสถานี Yeouinaru (527) ออกประตู 3 ถึงสวนสาธารณะยออีโดชมซากุระ ท่าเรือล่องแม่น้ำหาไม่ยาก เดินออกจากสถานีรถไฟใต้ดินมาก็มองเห็น ตั๋วเรือล่องแม่น้ำมีทั้งแบบไปกลับ และขาไปอย่างเดียว ท่าเรือเทียบมี 2 ท่า คือท่าตุ๊กซัม กับท่าจัมชิล ทั้งสองท่าห่างกันไม่เท่าไหร่ ถ้าจำไม่ผิดท่าตุ๊กซัมอยู่ฝั่งเหนือแม่น้ำ ส่วนท่าจัมชิลอยู่ฝั่งใต้ ฉันตั้งใจจะไปสะพานควังจินต่อจึงเลือกนั่งเรือไปลงท่าจัมชิลเพราะเดินทางง่ายกว่า เราจัดแจงซื้อบัตรคนละใบ จ่ายค่าเสียหายกันคนละ 13,000 วอน (ได้ใช้ตั๋วส่วนลดที่แถมมากับ T-Money ด้วย ลด 10 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 11,700 วอน และถ้าเดินทางจากยอีโดไปตุ๊กซัม ค่าตั๋วถูกลงมานิดหนึ่งเป็นคนละ 11,000 วอน) แล้วลงไปนั่งรอที่ท่าเรือ 11 โมงตรงก็ได้ลงเรือ พนักงานต้อนรับเป็นสาวสวยในชุดกะลาสี ได้อารมณ์ล่องเรือดีจริงๆ เรือล่องแม่น้ำมีสองชั้น ใครอยากจับจองที่นั่งชั้นไหน จะยืนตากแดดริมระเบียง หรือหลบลมหนาวในห้องก็ตามใจ ฉันกับแม่เดินตรงไปนั่งใกล้หัวเรือริมระเบียง มองผืนแม่น้ำฮันอย่างตื่นตาตื่นใจ แม่สะกิดให้ฉันดูบางอย่างที่ลอยอยู่เหนือน้ำถามฉันว่าคืออะไร ฉันเพ่งตามองประเดี๋ยวเดียวก็ร้องอ๋อ จักรยานนาวานั่นเอง ทำเป็นรูปหงส์ซะน่ารัก จอดกันอยู่เป็นฝูงเลย

เรือล่องแม่น้ำฮันไม่ได้พาเราชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำเฉยๆ เมื่อใดที่เรือแล่นไปใกล้สะพานข้ามแม่น้ำ จะมีเสียงบรรยายชื่อสะพาน และเล่าประวัติความเป็นมาของสะพานสั้นๆ เป็นภาษาต่างๆ (เกาหลี ญี่ปุ่น และอังกฤษ)
70 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรเรือก็พาเรามาถึงท่าจัมชิล สวนสาธารณะจัมชิล ฉันกับแม่ได้เดินมาราธอนกันอีกหน ภารกิจคราวนี้ต้องหาสถานีรถไฟจัมชิลให้เจอ เดินหลงกันอยู่ประมาณ 20 นาทีโน่นแน่ะจึงจะคลำทางมาถึง (216)(814)


จุดหมายต่อไปคือสะพานควังจิน Gwangjin Bridge / 광진교 (10โมงเช้า ไปจนถึง3ทุ่ม)  นั่งรถไฟไปสถานีชอนโฮ (Cheonho 811) แล้วเดินตามลายแทงที่ได้มาจากเว็บไซต์อสท. เกาหลี หมุนตัวหาทิศอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจจึงจะออกเดินกัน สะพานควังจินเก๋กว่าสะพานข้ามแม่น้ำแห่งอื่นๆ เพราะมีสวนสาธารณะอยู่บนนั้น ส่วนใต้สะพานก็ไม่น้อยหน้ากัน คือมีห้องแสดงนิทรรศการและห้องแสดงดนตรีชื่อ Riverview 8th Avenue 광진교 리버뷰 8번가 ตั้งอยู่ ใต้สะพานที่ว่าไม่ได้หมายถึงอยู่บนพื้นดินใต้สะพานแต่เป็นใต้สะพานจริงๆ คืออยู่ตั้งข้างล่างสะพาน เหนือแม่น้ำฮันนั่นเลย จุดเด่นของ Riverview 8th Avenue คือปูพื้นบางส่วนด้วยกระจก เมื่อขึ้นไปยืนทำให้เรารู้สึกราวกับลอยบนผืนน้ำได้ สวนบนสะพานน่านั่ง ส่วน Riverview 8th Avenue ก็สวยสมใจ แค่ได้ขึ้นไปยืนบนพื้นกระจกใสมองลงไปเห็นแม่น้ำฮันก็ใจสั่น หนแรกฉันแหย่เท้าเข้าไปยืนแค่ตรงขอบ ต่อมาชักติดใจค่อยๆ ขยับเข้าไปยืนตรงกลาง ใครกลัวความสูงคงไม่ชอบนัก แต่ฉันกับแม่สนุกมาก เดินไปเดินมาบนนั้นอยู่หลายหน รู้สึกเหมือนได้เหาะเหินเดินอากาศอยู่เหนือผืนน้ำ Riverview 8th Avenue นี้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครเรื่อง IRIS ด้วย ในห้องนิทรรศการมีการนำภาพนักแสดงมาติดเต็มฝาผนัง เจอนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นสองคน มาเที่ยวเพื่อตามรอยละครเรื่องนี้โดยเฉพาะ ผิดกับสองแม่ลูกที่เพิ่งรู้ว่าเป็นโลเกชั่นถ่ายละครก็เมื่อตอนไปถึง ตอนแรกฉันคิดว่าเราคงอยู่บนสะพานควังจินไม่นาน กลับกลายเป็นว่าเราเดินเล่นบนนั้นตั้ง 1 ชั่วโมง โถ ถ้าบนสะพานไม่มีจุดชมวิว กับลูกเล่นเก๋ๆ อย่าง Music Bench และ Riverview 8th Avenue เราคงไม่อ้อยอิ่งกันอย่างนี้หรอก  Music Bench หรือที่ฉันตั้งชื่อเองเล่นๆ ว่าเก้าอี้ดนตรี เป็นลูกเล่นของสวนบนสะพาน เขาออกแบบม้านั่งเป็นรูปคีย์บอร์ดเปียโน และเปิดเพลงคลอทั้งวัน ม้านั่งนั้นจะสว่างขึ้นเมื่อมีใครไปนั่ง ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มันก็มีอะไรนะเออ!

สำหรับการเดินทาง :: ไปสะพาน Kwangjin ถ้ามาจากที่อื่น
1. ให้นั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน สายที่5 ลงที่สถานีGwangnaru (광나루역) แล้วออกประตูที่2 จากนั้นข้ามถนน เลี้ยวซ้าย และเดินต่ออีกประมาณ300มตร เลี้ยวขวา ตรงgwangjin youth training center ประมาณ100เมตร จะเห็นทางเข้าสะพานgwangjin เดินตรงไปอีก500เมตร จะเห็นRiverview 8th Avenueจ๊า

2. ให้นั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน สายที่5 ลงที่สถานีGwangnaru (광나루역) แล้วออกประตูที่2 จากนั้นข้ามถนน เลี้ยวซ้าย แล้วเรียกแท็กซี่ (^^") เพราะมันโคตรไกล

เสร็จแล้วก็หาทางไป Everland ให้นั่งรถไฟไปสถานี Gangnam (222)(D07) ทางออก 5, 6 ป้ายรถเมล์อยู่เกาะกลางถนน ระหว่างทางออก 5 & 6 นั่งรถเมล์สาย 5002 ใช้เวลา 40 นาที 2100 วอน รถวิ่ง 8:50 – 23:10 Hrs. ลงป้ายเอเวอร์แลนด์แล้วต่อด้วยรถบัสฟรีของเอเอวร์แลนด์ ค่าเข้าเอเวอร์แลนด์ 40000 วอน โชว์พาสปอร์ตได้ส่วนลด 20%  พิมพ์คูปองส่วนลดที่ www.everland.com  เล่นเครื่องเล่นจนสวนปิด 22:00 น.

Wednesday 8th May 2013เที่ยวตามสบายใจ ใครอยากไปไหนก็บอกมา แต่อย่าลืมนะ ว่า เรามีไฟลท์บินตอน 17:25 D7505 จาก อินชอน ไปกัวลาลัมเปอร์ เพราะฉะนั้นตอนเช้ายังมีเวลาก็ขึ้นหอคอย Namsan Seoul Tower  10:00 – 23:00 ช่องขายตั๋วปิด 22:30 น. หอคอยชมวิว 9000 วอน เด็ก 5000 วอน เท็ดดี้แบร์ 8000 วอน เด็ก 5000 วอน รวมสองอย่างผู้ใหญ่ 14,000 วอน เด็ก 7,000 วอน  ประมาณ บ่ายสองโมงก็ออกเดินทางไปสนามบินได้ ถึงกัวลาลัมเปอร์ 22:55 น. ดึกแล้ว นอนสนามบินนั่นแหละ อย่าหรูนัก นอนข้างทางซะมั่ง จะได้มีความสุขในแบบที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน ว่าพื้นสนามบินกัวลาลัมเปอร์น่ะ หนาวยิ่งกว่าที่ลำปาง จริงๆนะ


Friday 9th May 2013 วันนี้จะกลับภูมิลำเนาแล้วนะ  ซื้อของฝากเป็นที่ระทึกอะไรก็ว่าไป ที่สนามบินกัวลา ลูกสละเชื่อม อร่อยมาก ไฟลท์ AK1860 10:35 ถึงสุรษฎร์ธานี 11:05 น. นั่งรถกลับสมุย  ใครจะลงกาญจนดิษฐ์เราก็ไม่ได้ห้าม

 ตลอดทริปมีแค่นี้ครับ ทริปหน้าถ้ามีโอกาสจะไปเมืองอื่นด้วยครับ

อ่านบทความถัดไป วันที่ 1 เดินทางจากสมุย ไปสุราษฎร์ธานี ไป กลัวลาลัมเปอร์ ด้วย Air Asia นอนค้างกัวลาลัมเปอร์ 1 คืน

วันที่ 1 เดินทางจากสมุย ไปสุราษฎร์ธานี ไป กัวลาลัมเปอร์ ด้วย Air Asia นอนค้างกัวลาลัมเปอร์ 1 คืน

เนื่องจากพวกกระผมทำมาหากินอยู่ที่เกาะสมุย การจะไปไหนมาไหนด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์สายการบินหนึ่งเดียวและเจ้าของสนามบินเกาะสมุยเห็นจะไม่เหมาะด้วยปัจจัยของเรื่องราคาตั๋วเตรื่องบินครับ เลยต้องถ่อสังขารไปขึ้นเครื่องที่สุราฎร์ธานี จากเกาะสมุยก็ต้องแหกขี้ตาตื่นกันตั้งแต่ตี 3 ครึ่ง เพื่อให้คนที่นัดเอาไว้แล้วมารับเพื่อไปส่งท่าเรือซีทรานเฟอรี่ให้ทันเรือเที่ยว 6 โมงเช้า (เรือเฟอรี่เที่ยวแรกที่ออกจากเกาะสมุยเดินทางไปท่าเรือดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี คือเวลา ตี 5 ครับ) เรือเฟอรี่ใช้เวลาข้ามฟาก 1 ชั่วโมงครึ่งครับ เราก็ถึงดอนสักเวลา 7:30 น.  ถึงท่าเรือดอนสักก็จองรถตู้ให้มารับเหมือนกันครับ ดิ่งตรงจากท่าเรือซีทรานเฟอรี่ฝั่ง อำเภอดอนสัก ไปยังสนามบินนานาชาติสุราษฎร์ธานี ใช้เวลาอีก 1 ชั่วโมงครึ่ง ถึงสนามบินสุราษฎร์ธานีประมาณ 9 โมง นิดๆ ทันเวลาเช็คอินพอดีกับเที่ยวบิน AK1861 ที่ออกเดินทางจากสุราษฎร์ธานีเวลา 11:35 น. ใช้เวลาบินแค่ 1 ชั่วโมง 25 นาที เราก็มาถึงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ LCCT (Low Cost Carrier Terminal) ของสายการบินแอร์เอเชียครับ แต่เนื่องด้วยเวลาที่มาเลเซีย เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง เราจึงมาถึงกัวลาลัมเปอร์ เวลา 14:10 น. ตามเวลาท้องถิ่นของมาเลเซียครับ 

เครื่องจอดแล้วเราก็ลง เดินไกลมาก.....จากรันเวย์มาเข้าตึกที่ต้องผ่าน ตม. เดินเข้ามาในตัวอาคารขาเข้าแล้วก็เดินขึ้นบันไดเลื่อนมาชั้น 2 เจอด่าน ตม.ครับ มีเคาน์เตอร์สำหรับชาวต่างชาติหลายเคาน์เตอร์มากครับ ตม.ผ่านเร็วดีไม่มีติดขัด (ส่วนชาวมาเลเซีย ก็แค่เข้าช่อง Malasian Citizen ปี๊ดพาสปอร์ตเข้าประเทศตัวเองโดยไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่แล้วครับ)

อยากจะบอกนิดหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้เวลาเข้าประเทศมาเลเซีย เขาไม่ต้องกรอกไปตม.เข้าออกเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะครับ แค่โชว์พาสปอร์ตอย่างเดียวตอนเข้าหรือออกนากประเทศเขานะครับ ง่ายมากๆ

ผ่านตม.เรียบร้อยแล้วก็เดินไปเรื่อยๆตามทางเดิน แล้วลงชั้นล่าง รอรับกระเป๋า เข้าห้องน้ำ แลกเงินมาเลเซียไว้ใช้ในกัวลาลัมเปอร์เล็กน้อย คนละ 1500 บาท ได้มาประมาณเกือบ 160 ริงกิต (ค่าเงินไทยแข็งครับช่วงนี้)

หลังจากนั้นก็เดินมาตามทางออก จะเจอเคาน์เตอร์รถบัสเข้าเมืองไป KL Sentral หรือไป เก็นติ้ง แล้วแต่ใครจะไปไหนนะครับเลือกเอาเลย พวกเราจะไป KL Sentral ครับ รถออกทุกๆ 30 นาทีครับ เที่ยวเดียว คนละ 8 ริงกิต ถ้าซื้อไป-กลับก็จะถูกลงมาเหลือ 14 ริงกิตครับ พวกเราเลยซื้อตั๋วไปกลับเลย เพราะยังไงซะพรุ่งนี้เราก็ต้องรีบมาสนามบินแห่งนี้อยู่ดี เพื่อต่อเครื่องไปเกาหลี

แผ่นพับบอกราคาตั๋วไปกลับระหว่างสนามบิน LCCT ไป KL Sentral 
รถบัสที่พวกผมซื้อตั๋วเป็นของบริษัท Aerobus นะครับ ออกจากสนามบิน LCCT ไป KL Sentral ทุกๆครึ่งชั่วโมงตั้งแต่ เวลา 4:30 น. จนถึง ตี 2 เลยครับ ส่วนขากลับเวลารถออกจาก KL Sentral ไปสนามบิน LCCT เที่ยวแรก ตี 2:45 น. ครับ เที่ยวถัดไปคือ ตี 3:15 น. ออกทุกๆ ครึ่งชั่วโมงเหมือนกันครับ จนถึงเวลา 22:30 น. (ไม่ใช่ 22:15 เฉพาะเที่ยวสุดท้ายที่ออกจาก KL Sentral เศษนาทีเป็น :30 น.)
ตารางเวลารถบัสของ Aerobus ไปกลับระหว่างสนามบิน LCCT กับ KL Sentral 
ซื้อตั๋วแล้ว ขึ้นเที่ยวไหนก็ได้ครับ ขากลับก็เช่นเดียวกัน เพราะตั๋วไม่ได้ระบุเวลารถครับว่าต้องไปเที่ยวไหน เลยหาอะไรกินรองท้องที่สนามบินนิดหน่อยก่อนเดินไปหารถบัสครับ

รถบัสของ Aerobus
ซึ่งจอดอยู่หลายบริษัทบริเวณเกือบทางออกของสนามบินครับ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ช่วยเอากระเป๋าสัมภาระไปเก็บใต้ท้องรถแล้วก็หาที่นั่งได้ตามอัทธยาศรัยครับ รถบัสใช้เวลาวิ่ง 1 ชั่วโมงเต็มก็ถึง KL Sentral ครับ นั่งมาแบบหลับๆ ตื่นๆ สลับกันไป พอถึง KL Sentral ทุกคนก็ลง รอรับกระเป๋า


แล้วเดินไปตามทางที่มีป้ายบอก Monorail หรือรถไฟรางเดี่ยวครับ เพราะ Monorail อยู่นอกอาคาร เราเลยต้องเดินไปตามทางเรื่อยๆครับ มีป้ายบอก หาไม่ยากเลยครับ แต่เดินไกลประมาณ เกือบครึ่งกิโลเลยครับ สังเกตป้าย Monorail ดังรูป แล้วเดินไปเรื่อยๆครับ


พอเจอสถานีรถไฟรางเดียวสถานี KL Sentral แล้วก็ซื้อตั๋วครับ ใช้เหรีญหรือ ธนบัตรก็ได้ แต่รู้สึกว่าแบงค์ที่ใช้ได้กับเครื่องนี้คือ 1, 5, 10 ริงกิตครับ แบงค์ใหญ่กว่านี้เครื่องไม่รับครับ 
วิธีการซื้อตั๋ว Monorail ก็คือ เลือกสถานีที่เราจะไปครับ คือ Bukit Bintang เพื่อจะไปโรงแรม Apple Hotel  ที่เราได้จองเอาไว้แล้ว  (จำราคา Monorail ไม่ได้แล้วครับ แต่ไม่แพงครับ) แล้วเครื่องก็จะบอกว่ากี่ริงกิต ให้เราใส่เงิน ถ้าเกินจำนวนเครื่องก็จะทอนให้ครับ พร้อมมีเหรียญซึ่งก็คือตั๋วออกมา (เหมือนรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงเทพฯบ้านเราครับ) 

ในรูปนี้ สายสีม่วงคือ Monorail นะครับ
รูปด้านบนนี้คือแผนที่โครงข่ายการเดินรถไฟสายต่างๆในกัวลาลัมเปอร์ที่เริ่มจาก KL Sentral ครับ


เนื่องจากเป็นการขึ้นต้นสาย เราเลยได้นั่ง  ได้ชมวิวบรรยากาศตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์ไปในตัว 


รูปนี้เป็นรูปของรถไฟรางเดี่ยวหรือ Monorail ของกัวลาลัมเปอร์นะครับ เผื่อใครนึกไม่ออกว่าหน้าตามันเป็นเช่นไร นั่งไปแค่ 5 สถานีก็ถึงสถานี Bukit Bintang ครับ ทีนี้ก็ได้เวลาเดินหาโรงแรม 


เดินลงมาจากสถานี Monorail ก็ถามทางไป Jalan Alor ครับ จะเป็นถนนที่มีแผงลอยอาหารตามสั่ง หรือร้านอาหารอยู่เต็มตลอดทั้งสองฟากถนนนะครับ โรงแรมเป็นตึกแถว ทาสีเขียวมีลูกแอปเปิ้ลสีเขียวด้านบนครับ อยู่ในหลืบนิดหน่อย ถามชาวบ้านเอาเขาก็บอกให้ครับ ถ้าหาไม่เจอก็โทรหาโรงแรมเลยครับ +60321422288 


มาถึงแล้วก็จัดการเช็คอิน ดูการตกแต่งภายใน ที่รีเซ็ปชั่นดูสะอาดมากครับเมื่อเที่ยบกับข้างนอกด้านหน้าโรงแรม ดูมันเก่าๆยังไงก็ไม่รู้ครับ ข้างในน่าอยู่มาก ผิดหูผิดตากับข้างนอกเลย (ตอนเช็คอินได้สอบถามพนักงานโรงแรมว่ารถ Monorail เริ่มวิ่งตอนเช้ากี่โมง เขาบอกว่า 6 โมงเช้า พวกเราเลยคิดว่ากลัวไม่ทันเครื่องบินต่อไปเกาหลีพรุ่งนี้ตอน 9  โมงเช้าก็เลยเหมารถตู้ จองกับโรงแรม 180 ริงกิตครับ ตกคนละ 20 ริงกิตหรือ 200 บาทก็โอเค ยอมทิ้งตั๋ว ขากลับที่ซื้อมาแล้วเลยครับ นัดคนขับรถไว้ตี 5 เลยครับให้มารับพวกเราไปสนามบินวันพรุ่งนี้ )


แต่พอเข้ามาถึงห้องก็ต้องตกใจกับขนาดของห้องครับ เล็กมาก ไม่รู้จะเล็กไปทำไมขนาดนี้ ประหยัดเนื้อที่ซะเหลือเกิน แบบว่าวางกระเป๋าแล้วแทบไม่มีที่เดินในห้องเลยครับ เอาน่ะ แค่ซุกหัวนอนคืนเดียว แต่ห้องสะอาดน่านอนดีครับ ลำบากตอนเดินสวนกันไปมาในห้องนี่แหละ  


อันนี้เป็นอ่างล้างหน้าในห้องน้ำก็เป็นรูปแอปเปิ้ลเขียวครับ  ไม่ต้องพูดถึงห้องน้ำก็เล็กมาก คนอ้วนๆ คิดว่าเข้าไปแล้วเบียดตัวเองให้ปิดประตูห้องน้ำไม่ได้แน่ๆ แต่โยภาพรวมก็ดูสะอาดตาดีครับ 


ทำธุระเสร็จแล้วก็ออกันมาเดินเล่นนอกโรงแรมครับ ดูบรรยากาศผู้คนมากหน้าหลายตามาหาของกินกัน กับร้านแผงลอยข้างถนนทั้สองฟากครับ พวกเรายังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ก็เลยออกเที่ยวกันต่อ ปรากฏว่าน้องฝนแผลงฤทธิ์ตกลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตาเลยครับ ต้องรีบวิ่งไปหลบฝนเป็นการใหญ่ พวกสาวๆ เขาเลยไม่่อยากออกไปเที่ยวแล้วหาของกินกันแถวนั้นแล้วเข้านอนเลย สวนสองหนุ่มก็ออกท่องเที่ยวกันเองครับ ฝนซาก็ออกไปขึ้น Monorail อีกรอบครับ จะไปขึ้นหอคอย KL Tower ครับ


 นั่งไปอีกสองสถานี ลงสถานี Bukit Nanas แล้วเดินย้อนกลับมาทางเดิมประมาณ 500 เมตร ไกลทีเดียวครับ (ถนนฟากตรงข้ามกับที่ลงสถานี Bukit Nanas จะมีทางเดินที่มีหลังคาด้วย ตอนลงสถานีให้ข้ามถนนมาฝั่งนี้จะไม่เปียก ถ้าเดินไปทางฟากถนนของตอนลงสถานีจะไม่มีหลังคาครับ) แล้วหาทางขึ้น KL Tower กว่าจะถึงเปียกหมดเลยครับ (แนะนำให้นั่งแท็กซี่ดีกว่าถ้าใครจะไป KL Tower เพราะว่ามันต้องเดินขึ้นเขาด้วย เหนื่อยมากๆๆๆ)  ในรูปนี้เป็น 4 แยก ที่สิ้นสุดหลังคา เราก็ต้องเดินข้ามถนนไปฝั่งเดิม แล้วเดินตรงไปอีกประมาณ 200 เมตร จะมีทางแยกเข้า KL Tower ด้านขวามือ แต่ก็ต้องเดินขึ้นเขาอีกครับ เปียกมะล่อกมะแล่กเลย ไม่ได้ถ่าย KL Tower มาเลย เพราะกลัวกล้องเปียกน้ำ 


มาถึง KL Tower แล้วก็จัดการซื้อตั๋วขึ้น K Tower ครับ ราคา 47 ริงกิตต่อคนครับ รูดบัตรเครดิตไปเลยครับ เพราะแลกเงินสดมาน้อยกลัวใช้ไม่พอ 


ซื้อตั๋วเสร็จก็ขึ้นลิฟท์ไปด้านบนครับ มีเจ้าหน้าที่บริการอำนวยความสะดวกขึ้นลงที่ลิฟท์ครับ เห็นวิวตึกแฝดเปโตรนาสไกลๆครับ แต่ฝนเพิ่งหยุด ฟ้ายังไม่เปิด ก็เลยถ่ายมาดีที่สุดได้แค่นี้ครับ 


นอกจากนี้ก็จะเป็นร้านขายของที่ระลึกเช่นแม่เหล็กติดตู้เย็น หรือโปสการ์ดครับ วนไปวนมา 2-3 รอบ ถ่ายรูปสมใจแล้วก็ลงลิฟท์กลับไปชั้นล่างเหมือนเดิมครับ 


ที่ชั้นล่างมีซุ้มแลกเงินด้วยครับ แล้วก็เคาน์เตอร์บริการแท็กซี่แบบไม่มีมิเตอร์ และมีห้องขายของที่ระลึกฟอร์มูลา1 ถ้าจะถ่ายรูปแบบนี้ต้องจ่ายด้วยนะครับ 10 ริงกิต อีกด้านเห็นเป็นประมาณว่าสวนนก แต่ฝนตกเราเลยไม่สนใจเข้า 


ถ่ายรูปเสร็จแล้วก็ให้เจ้าหน้าที่เรียกแท็กซี่ให้จะไปเที่ยวตึกแฝดเปโตรนาสครับ 25 ริงกิต 


มาถึงฝนก็กระหน่ำอีกระลอก เลยไม่ได้ถ่ายรูปกับตึกแฝด แค่เข้ามาข้างในเป็นห้างหรูหรา ร้านค้ามากมาย เดินเล่นไปมาสองสามรอบก็กลับโรงแรมครับ ด้านหน้าตึกแฝดเปโตรนาสจะมีบริการแท็กซี่มิเตอร์ด้วยครับ แต่ต้องจ่ายค่าคิวเพิ่มอีก 2 ริงกิตที่เคาน์เตอร์แล้วจะมีแท็กซี่มาตามคิว นั่งกลับโรงแรม ประมาณ 20 นาทีก็ถึงครับ จ่ายค่าแท็กซี่ไปรู้สึกจะ 18 ริงกิตครับ  


กลับมาถึงก็หาอะไรกินรองท้องหน่อยครับ แถวๆหน้าโรงแรมแอปเปิ้ล มีร้านอาหารตามสั่งที่เจ้าของเป้นคนไทยด้วยครับ พนักงานเสิร์ฟทุกคนก็เป็นคนไทยหมดครับ แล้วก็ได้เวลานอนซะที พรุ่งนี้ตี 5 เลยครับ รถมารับ ต้องตื่นอาบน้ำ ตั้งแต่ตี 4 อีกแล้ว


วันที่ 2 เดินทางจากกัวลาลัมเปอร์ไปเกาหลีใต้ด้วย Air Asia

สวัสดีเช้าวันศุกร์ ที่ 3 พฤษภาคม 2556 วันนี้เป็นวันที่ 2 ของการเดินทางครับ คนขับรถมารับเราตั้งแต่ตี 5 ตามที่เราตกลงเวลากันไว้ไม่มีเลทเลยสักนิด ตรงเวลาอย่างมาก 


กว่าสมาชิกจะครบก็ถ่ายรูปกับโรงแรมแอปเปิ้ลไว้เป็นที่ระทึกก่อนจากไปครับ ขวาสุดในรูปคือคนขับที่มารับพวกเราครับ คุยดีอัธยาศัยดีมากๆครับ 


นั่งรถตู้มา 1 ชั่วโมงก็ถึงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ LCCT เช่นเดิมครับ ดูป้ายใหญ่ด้านหน้าทางเข้าบอกไฟล์ที่เราจะไปเกาหลี D7 504 เที่ยวบินเวลา 9:00 a.m. ให้ไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์หมายเลข S44 หรือ S45 ก็เดินมาเช็คอินครับ ใครกระเป๋าถือเดิน 7 กิโลกรัมระวังโดนชาร์จน้ำหนักเกินนะครับ เพราะฉะนั้นจ่ายค่าโหลดกระเป๋ามาจากในอินเตอร์เน็จตอนจองตั๋วจะถูกกว่าเป็นเท่าตัวเลยครับ แต่ของหลวงไข่ไม่โหลดครับ ชั่งมาก่อนหน้านี้แล้ว 7 กิโลเด๊ะเลยครับ อ้อ ลืมบอกไป ขากลับมาจากเกาหลี เราต้องมานอนสนามบินกัวลาลัมเปอร์กันครับ เพราะเรามาถึง KL เกือบเที่ยงคืนแล้ว และ ต้องต่อเครื่องตอนเช้าไปสุรษฎร์ธานีด้วย เลยไม่เข้าในเมืองครับ นอนค้างสนามบินเลย แนะนำมุมตรงเคาน์เตอร์ S45 - S46 ตรงนี้นะครับ คนไม่ผ่านแน่นอน เป็นมุมที่ไม่มีคนเดินผ่านครับ นอนได้เลยตอนดึกๆ สบายมากๆครับ เสร็จแล้วก้ผ่าน ตม. รอในเกท จนเครื่องออกจากกัวลาลัมเปอร์เวลา 9:00 a.m. ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซียครับ

ผ่านไป 6 ชั่่วโมง 20 นาที เราก็บินมาถึงสนามบินนานาชาติอินชอนเกาหลีใต้ครับ เวลาท้องถิ่นที่เกาหลีเร็วกว่ามาเลเซียอีก 1 ชั่วโมง เวลาที่เรามาถึงที่นี่จึงเป็น 16:20 น.ครับ บรรยากาศดูครึ้มๆ ท่าทางจะหนาว ชักจะหวั่นๆกับอากาศ 555 


ออกมาจากเครื่องบินก็เดินออกมาตามทางงวงช้างนะครับ มีจอทีวีต้อนรับด้วยครับ แต่เป็นภาษาเกาหลีกับภาษามาเลย์ สาวๆชาวมาเลเซียดูจะตื่นเต้นไม่น้อยเหมือนกับพวกเราครับกับการได้บินมาไกลถึงเกาหลี ถ่ายป้ายไว้เป็นที่ระทึกกันเพียบเลย กว่าจะได้เข้าไปในตัวอาคาร


เข้ามาข้างในแล้วก็จะเห็นป้ายบอกให้เดินไป arrival หรือ Transfer ครับ นักท่องเที่ยวไม่ค่อยเดินกันเท่าไหร่ สังเกตได้ว่าแทบทุกคนต้องถ่ายรูปโน่นถ่ายรูปนี่ แสดงว่าทุกคนตั้งใจมาเที่ยวเกาหลีกันจริงๆครับ 

ระหว่างทางเดินก็มีรูปวิวสวยๆแปลกตาให้ถ่ายรูปด้วยครับ นายแบบของเราดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษเลยครับในรูปนี้มันที่ไหนของเกาหลีหรือครับ สวยมาก ใครรู้ช่วยบอกทีว่าที่ไหน


สิ้นสุดทางเดินจะมีป้ายบอกว่า Transfer ซึ่งหมายถึงว่าพวกเราจะต้องนั่งรถไฟจากตัวอาคารนี้ไปยังอีกอาคารหนึ่งครับ (เหมือนสนามบินชางฮีที่สิงคโปร์เลยครับ) ตอนแรกคิดว่าจะผ่านตม.ตรงอาคารนี้ซะอีก รถไฟจะมาทุกๆ 5 นาทีครับ นั่งฟรี ไม่เสียตังค์


ภายในรถไฟฟ้ามีที่นั่งไม่กี่ที่ครับ ส่วนใหญ่จะต้องยืน หลวงไข่แย่งเด็กก่อนก็เลยได้นั่งครับ เด็กแย่งไม่ทัน 555 แต่แค่อึดใจเดียวเองครับ เราก็มาถึงอีกอาคารหนึ่งเป็น Arrival Terminal ที่เราต้องผ่าน ตม.ที่นี่ครับ 


พอมาถึงตัวอาคารนี้ ก็จะมีรูปภาพวาดศิลปะ หรือมีอะไรสวยๆมากมายให้ตื่นตาตื่นใจและอดไม่ได้ที่เราจะต้องหยุดถ่ายรูปด้วยครับ 


สักพักก็จะเดินมาถึงจุดที่พวกเราต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. นั่นเองครับ มีป้าย Baggage Claim ทางนี้ด้วยครับ แต่หมายความว่าเราต้องผ่าน ตม.ไปก่อนถึงจะรับกระเป๋าได้ 


นี่แหละครับ ด่านตม. ด่านตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีที่ใครๆต่างก็เกรงกลัวว่าจะถูกส่งตัวกลับ พวกเราก็ระทึกใจกันมิใช่น้อยครับ คนก็เยอะจริงๆ แต่เท่าที่สังเกต ไม่มีใครโดนกักตัวเลยครับ พวกเราก็ผ่านมาได้แบบสบายๆ แต่ตอนแรกๆก็ให้เด็กๆ เข้าไปก่อนเผื่อมีปัญหาอะไรผู้ใหญ่จะคอยช่วยคุยได้ ปรากฎว่าเด็กผ่านตลอด ผู้ใหญ่ก็ผ่านตลอด ไม่ถามอะไร ไม่ขอดูอะไรสักนิดเดียว แสตมป์เข้าประเทศให้อย่างเดียวเลยครับ


เมื่อสมาชิกครบทุกคนแล้วก็เดินไปรับกระเป๋ากันครับ เนื่องจากเสียเวลานานมาก กว่าพวกเราจะแวะถ่ายรูปกัน กว่าจะผ่าน ตม. เสร็จ ที่สายพานลำเลียงกระเป๋าหมายเลขเที่ยวบินที่เรามา เขาเอามากองให้บนพื้นเรียบร้อยแล้ว เพราะไม่มีของใครแล้วเหลือแต่ของพวกเราครับ ดสร็จแล้วก้จะต้องเดินทาทางที่จะไปขึ้นรถไฟฟ้า เพื่อที่จะนั่งเข้าเมืองครับ 


เดินไปเรื่อยๆนะครับ หาป้าย Airport Railroad อย่างนี้แหละครับ 


ออกมาข้างนอกแล้ว อะไรๆ ก็ดูอลังการ ตื่นตาตื่นใจไปซะหมดครับสำหรับประเทศเกาหลี เขาสร้างเขาจัดระเบียบทุกอย่างได้สะอาดน่าอยู่มากๆครับ 


ทางด้านซ้ายมือในรูปบนก่อนหน้านี้จะมีร้านสะดวกซื้อชื่อร้าน CU ครับ เราสามรถซื้อบัตร T Money ได้ที่นี่ครับ เพื่อใช้ในการจ่ายค่ารถไฟฟ้า รถบัส หรือแม้แต่ซื้อของในเซเว่นอีเลฟเว่นครับ บัตร T Money ราคาบัตรอยู่ที่ 3,000 วอน และ สามารถเติมเงินที่ร้าน CU หรือ 7Eleven หรือที่ตู้เติมเงิน T Money ตามสถานีต่างๆของรถไฟใต้ดินครับ เติมเงินในบัตรได้ตั้งแต่ 1,000 - 50,000 วอน ครับ เราเติมครั้งแรกคนละ 10,000 วอนก่อนครับ

บัตร T Money นี้เราสามารถรีฟันด์เงินคืนได้ครับถ้าเงินเหลือในบัตร รีฟันด์ได้ที่ร้าน CU เช่นเดิมก่อนขึ้นเครื่องกลับบ้าน แต่จะโดนหักค่าบริการห้าร้อยวอนครับ โดนหักไม่เยอะครับ และเราก็ได้บัตรมาเป็นที่ระลึกกลับบ้านด้วยครับ 


ทำท่าจะเดินเข้าไปในสถานีรถไฟฟ้า พอดีมีเจ้าหน้าที่ของ Korail Airport Reailroad มายืนแจกบัตรโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 เราก็รีบคว้าไว้ทันที แต่ราคาตั๋วผมจำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่ ไปสถานี Seoul Station แต่ว่ายังไงก็โปรโมชั่นครับก็เลยรีบตะครุบไว้ทันที และต้องมาบัตรโปรโมชั่นมายื่นเพื่อซื้อตั๋วตรงเคาน์เตอร์ข้างๆด้านหน้าทางเข้าสถานีครับ (ถ้าไม่มีโปรโมชั่นแบบนี้ก็ปี๊ดบัตร T Money เข้าไปในสถานีเลยครับ 


เข้ามาในสถานีแล้วก็รอขบวนรถไฟฟ้าแป๊บเดียวก็มาครับ วันนี้มีอะไรพิเศษด้วยคือ โชว์การเล่นดนตรีเกาหลี มีระบำเกาหลีให้ชมด้วย ประมาณว่ารายการพิเศษอะไรสักอย่าง


มีรำบำเกาหลีด้วย เรียกว่าอะไรก็มีรู้ครับ 555 ไม่มีข้อมูล


ดูระบำไปด้วยดูวิวไปด้วย เพลินตาดีครับ บรรยากาศยามเย็นข้างนอกท่าจะหนาว 


สักพักมีคนมาแจกเครื่องดื่ม ประมาณว่าโฆษณาหรือให้ทดลองสินค้าของเขาน่ะครับ 


เครื่องดื่มที่เขาเอามาแจกนั้นรสชาติประมาณว่าสาโทบ้านเราเลยครับ ทั้งรสชาติและสี กระป๋องมีสองสี คือสีเขียวอ่อนแบบนี้และสีฟ้าครับ แต่ผมว่าสีเขียวอ่อนแบบนี้อร่อยกว่าสีฟ้าครับ กินเยอะๆก็มึนๆนิดๆ พวกเราเลยขอเพิ่ม ทั้งสีเขียวสีฟ้าครับ 555 เขาก็ให้นะ 


แถมอีกรูป อันนี้ให้ดูบรรยากาศภายในขบวนรถไฟฟ้าเขานะครับว่ามันน่านั่งและสะอาดเพียงใด ไม่ต้องดูนางแบบนะครับ 555 


จากสนามบินอินชอน นั่งรถไฟไฟ้ไปประมาณเกือบ 40 นาที จากที่วิ่งบนดิน ก็มุดลงใต้ดินครับ เพราะเข้าในเขตเมืองแล้ว สุดท้ายก็จอดให้เราลงที่สถานี Seoul Station แบบน็อนสต็อปครับ (รถไฟฟ้าจากสนามบินที่จอดหลายสถานีก็มีนะครับ แต่วันมาเรามาเจอขบวนนี้เสียก่อน ก็เลยนั่งมา ได้ใช้บริการถไฟฟ้าที่เป็นแบบจอดทุกสถานีก็ตอนวันกลับนะครับ) 



มาถึงสถานี Seoul Station ก็ต้องต่ออีกสายไปเมียงดงครับ นั่นก็คือสายสีฟ้าเป็นสาย 4 ครับ มีป้ายบอกทางเรื่อยๆครับไม่หลงแน่นอน ในรูปนี้มันยังไม่อัพเดทเท่าไหร่ เพราะสถานีรถไฟฟ้าของกรุงโซลนับวันจะมีการขยายเส้นทางและขบวนเพิ่มขึ้น (ถ้าใครมีแท็บเล็ท โหลดแอพสถานีรถไฟฟ้าที่ Play สโตร์ ให้ search คำว่า Seoul Subway นะครับ จะขึ้นโลโก้รูปรถไฟฟ้าสีขาวพื้นหลังเป็นสีฟ้าชื่อว่า "Subway" ให้โหลดอันนี้เลยครับโหลดฟรีและมีการอัพเดทเรื่อยๆครับ) ที่สถานี Seoul Station สายสีเขียวจะเป็นสถานีหมายเลข 426 นะครับ เราจะนั่งไปอีก 2 สถานี ลงสถานีเมียงดง หมายเลขสถานีเมียงดงคือ 424 ครับ จากนั้นก็เดินออกประตูหมายเลข 3 


ออกจากประตู 3 มาปุ๊บ มองซ้ายมือเห็นโรงแรม Pacific Hotel เด่นตระหง่านอยู่เบื้องหน้า  ส่วนด้านหลังเป็นหอคอย Seoul Tower ที่เราวางแผนว่าจะขึ้นไปชมวันสุดท้ายก่อนกลับบ้านครับ ให้เดินเลียบขวามือมาเรื่อยๆ สังเกตป้ายถนนชื่อ Toegye-ro 18 gil (퇴계로18길) ผ่านโรงแรมแปซิฟิค เดินไปอีกประมาณ 200 เมตรนะครับ จะเจอนัมซานเกสท์เฮาส์ที่เราได้จองไว้ล่วงหน้าแล้วครับกับอโกด้า อยู่ด้านซ้ายมือครับ


เข้าไปเช็คอินที่นี่ครับ (สถานที่เช็คอินจะอยู่นัมซาน 2 ครับ) รีเซ็ปชั่นอยู่ที่นี่


แต่พวกเราได้ห้องที่นัมซาน 1 ซึ่งต้องเดินขึ้นเขามาอีกประมาณ 200 เมตรครับ ห้องที่ได้จะเป็นสไตล์ออนดลแบบนี้ครับ มีฮีตเตอร์ในห้องด้วยครับ แต่ไม่ได้เปิดเลยครับ อากาศกำลังสบายไม่หนาวมาก แต่ถ้าออกไปข้างนอกตอนค่ำก็หนาวๆนิดๆครับต้องใส่เสื้อหนาวอยู่ดี 


บรรยากาศด้านนอกด้านหน้านัมซานเกสเฮาส์  1 ที่เราอยู่เป็นแบบนี้ครับ มีพาสเวิร์ดผ่านเข้าออกประตูด้วยครับรู้สึกว่า 828* อะไรประมาณนี้แหละครับ ลืมแล้ว อิๆ 


เก็บของ ทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้วก็ออกตระเวณนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินเล่นกันครับ ต่อไปนี้จะเรียกรถไฟฟ้าใต้ดินว่า Subway นะครับ เราจะไปสะพานพันโพกันครับ (달빛무지개분수) ภาษาอังกฤษเรียกว่า The Moonlight Rainbow Fountain หรือน้ำพุสายรุ้งครับ เป็นสะพานที่มีน้ำพุหลากสีออกมาให้ถ่ายรูปสวยๆกัน วิธีการไปก็คือ นั่ง Subway จากสถานีเมียงดงนั่งไปสถานีเดียวไปลงสถานี Chungmuro(423)(331)  เพื่อเปลี่ยนขบวนเป็นสายสีส้ม (สาย 3) แล้วนั่งสายสีส้มไปอีก 8 สถานีลงสถานี Express Bus Terminal (339) ออกประตู 8-1 เดินไปเรื่อยๆ จะเจอ 4 แยกแล้วเลี้ยวขวา แล้วก็เดินตรงไปอีกจะไปเจอสะพานพันโพครับ รวมๆก็เดินเป็นกิโลเลยครับ แต่ปรากฎว่าผมลืมดูเวลาว่าสะพานจะหยุดแสดงน้ำพุหลัง 3 ทุ่มครับ เราไปกันเกือบจะ 4 ทุ่มแล้วเลยไปแบบว่าแห้วเลยครับ 


ไหนๆก็มาทั้งทีแล้ว ถ่ายรูปสะพานไว้เป็นที่ระทึก 1 รูปก่อนกลับก้วยความเจ็บใจในความสะเพร่าของตัวเองที่ลืมดูเวลา อุตส่าห์หาข้อมูลไปแล้วยังพลาดอีกนะเนี่ย เวลาแสดงน้ำพุช่วงเดือน เม.ย.- มิ.ย. จันทร์-ศุกร์เวลา12:00, 20:00, 21:00 ครับ ส่วนวันเสาร์- อาทิตย์มีรอบ 12:00, 17:00, 20:00, 20:30, 21:00 ส่วนเดือน กรกฎาคม - สิงหาคม วันจันทร์-ศุกร์ มีรอบ 12:00, 18:00, 20:00, 21:00 ส่วนวันเสาร์ - อาทิตย์ มีรอบ 12:00, 18:00, 20:00, 21:00, 22:00 ในฤดูหนาวจะไม่มีการแสดงน้ำพุดนตรีนะครับ การแสดง 1 รอบใช้เวลา 15 นาทีครับ 


สุดท้ายก็นั่ง Subway กลับสายเดิม สีส้มลงชุงมูโร ต่อสายสีฟ้าลงเมียงดง แล้วก็เดินออกประตู 3 กลับโรงแรม  ก่อนกลับหาของกินแบบเกาหลีๆ กินก่อนครับ บุลโกกิ เป็นเนื้อนะครับใส่ผักใส่สาหร่ายใส่วุ้นเส้นประมาณหมูกะทะ มีกิมจิให้ด้วย มีข้าวสวยและผักให้ อร่อยมากครับ มื้อนี้จ่ายไป สามหมื่นสองพันวอน ก็หารกันสองคน ตกประมาณคนละ 400 บาท ก็โอเคครับ ไม่แพงมาก กินอิ่มด้วยมากๆ ราตรีสวัสดิ์ครับ